ฝึกทำข้อสอบ กว. ออนไลน์

KW. Exploit

วิชา Protection and Relay



ข้อที่ 1



  • ข้อใดไม่ใช่วิธีการตรวจจับความผิดพร่อง (Faults) ในระบบไฟฟ้า ของรีเลย์
  • 1 : การตรวจวัดระดับ ( Level Detection )
  • 2 : การเปรียบเทียบความแตกต่างของกระแส ( Differential Current Comparison )
  • 3 : การเปรียบเทียบมุมเฟส ( Phase Angle Comparison )
  • 4 : การเปรียบเทียบความเร็วในการไหลของกระแสเมื่อเกิดลัดวงจร


ข้อที่ 2



  • รีเลย์ชนิดใดต่อไปนี้ที่ใช้หลักการตรวจจับ Faults ในระบบไฟฟ้า ด้วยวิธีการเปรียบเทียบขนาด (Magnitude Comparison)
  • 1 : Directional Overcurrent Relay
  • 2 : Distance Relay
  • 3 : Current Balance Relay
  • 4 : Differential Relay


ข้อที่ 3



  • ข้อใดเป็นหลักการตรวจจับการเกิดความผิดพร่อง (Detection of Fault) ของรีเลย์
  • 1 : รีเลย์ทำงานเมื่อปริมาณทางไฟฟ้าในระบบมีค่าสูงกว่าระดับที่ปรับตั้ง
  • 2 : รีเลย์ทำงานเมื่อปริมาณทางไฟฟ้าในระบบมีค่าต่ำกว่าระดับที่ปรับตั้ง
  • 3 : รีเลย์ทำงานเมื่อปริมาณทางไฟฟ้า 2 ค่ามีผลต่างมากเกินกว่าระดับที่ปรับตั้ง
  • 4 : ถูกทุกข้อ


ข้อที่ 4



  • Overcurrent Relays แบบไม่มีทิศทาง ใช้หลักการตรวจจับการเกิดผิดพร่อง (Faults) ด้วยวิธีใด
  • 1 : การตรวจวัดระดับ
  • 2 : การเปรียบเทียบมุมเฟส
  • 3 : การเปรียบเทียบขนาดกำลังไฟฟ้า
  • 4 : การเปรียบเทียบความแตกต่างของกระแส


ข้อที่ 5



  • การตรวจจับ Faults ในระบบไฟฟ้า ด้วยวิธีการเปรียบเทียบมุมเฟส (Phase Angle Comparison) โดยทั่วไปจะใช้ปริมาณใดเพื่อนำมาเปรียบเทียบหามุมเฟส
  • 1 : ใช้ค่ากระแสไฟฟ้า และ แรงดันไฟฟ้า
  • 2 : ใช้ค่ากำลังไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้า
  • 3 : ใช้ค่ากำลังไฟฟ้า และ แรงดันไฟฟ้า
  • 4 : ใช้ค่ากระแส Negative Sequence และ Positive Sequence เมื่อเกิด Fault


ข้อที่ 6



  • รีเลย์ Number 49 ตามมาตรฐาน ANSI Standard หมายถึงรีเลย์ชนิดใด
  • 1 : Thermal Relay
  • 2 : Under Voltage Relay
  • 3 : Instantaneous Overcurrent Relay
  • 4 : Ground Protective Relay


ข้อที่ 7



  • รีเลย์ Number 21 ตามมาตรฐาน ANSI Standard หมายถึงรีเลย์ชนิดใด
  • 1 : Ground Protective Relay
  • 2 : AC Time Overcurrent Relay
  • 3 : Distance Relay
  • 4 : Reverse-Phase or Phase-Balance Current Relay


ข้อที่ 8



  • ค่า Pick up Value ของรีเลย์ หมายถึงข้อใด
  • 1 : ค่าการปรับตั้งที่ให้รีเลย์หยุดทำงาน
  • 2 : ค่าการปรับตั้งเพื่อชดเชยให้คุณสมบัติการทำงานของรีเลย์ดีขึ้น
  • 3 : ค่าการปรับตั้งรีเลย์ให้เริ่มทำงาน
  • 4 : ค่าตัวคูณปรับตั้งเพื่อเร่งให้รีเลย์ทำงานเร็วขึ้นช่วยลดความเสียหายให้น้อยลง


ข้อที่ 9



  • รีเลย์ต่อไปนี้ ข้อใดไม่ใช่ Distance Relay
  • 1 : Quadrilateral
  • 2 : Lenticular
  • 3 : Mho
  • 4 : High Impedance Relay


ข้อที่ 10



  • รีเลย์ Number 67 ตามมาตรฐาน ANSI Standard หมายถึงรีเลย์ชนิดใด
  • 1 : AC Time Overcurrent Relay
  • 2 : Reverse-Phase or Phase-Balance Current Relay
  • 3 : Ground Protective Relay
  • 4 : AC Directional Overcurrent Relay


ข้อที่ 11



  • รีเลย์ชนิดใดต่อไปนี้ ที่ใช้หลักการตรวจจับ Faults โดยนำวิธีการเปรียบเทียบมุมเฟส (Phase Angle Comparison) มาใช้ร่วมด้วย
  • 1 : Differential Relay
  • 2 : Directional Overcurrent Relay
  • 3 : Frequency Relay
  • 4 : Current Balance Relay


ข้อที่ 12



  • Voltage Relay ไม่สามารถนำมาใช้งานในลักษณะใดต่อไปนี้ได้
  • 1 : ใช้ตรวจจับก่อนการทำ Synchronism Check
  • 2 : ใช้ตรวจจับการกลับเฟส
  • 3 : ใช้ตรวจสอบความผิดปกติด้านความร้อนร่วมกับ Bimetal
  • 4 : ใช้ตรวจจับเพื่อป้องกัน Motor ขณะเริ่มเดินเครื่อง


ข้อที่ 13



  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของ Digital Relay
  • 1 : เป็น Multiphase Multifunction Relay
  • 2 : สามารถบันทึกเหตุการณ์หรือข้อมูลทางสถิติการเกิด Fault ในระบบได้
  • 3 : สามารถวัดและแสดงผลค่าปริมาณทางไฟฟ้าของระบบได้ เช่น กระแส แรงดัน วัตต์ โวลต์แอมแปร์ เป็นต้น
  • 4 : เป็น Single Phase / Single Function Relay


ข้อที่ 14



  • รีเลย์ชนิด Electro-mechanical Relay ถ้าต้องการให้เป็น High Speed Relay จะต้องใช้โครงสร้างของรีเลย์แบบใด
  • 1 : แบบ Split Ring
  • 2 : แบบ Induction Disc
  • 3 : แบบ Induction Cup
  • 4 : แบบ Attractive Armature


ข้อที่ 15



  • High Impedance Relay จัดเป็นรีเลย์ประเภทใด
  • 1 : รีเลย์ระยะทาง (Distance Relay)
  • 2 : รีเลย์ผลต่าง (Differential Relay)
  • 3 : รีแอกแตนซ์รีเลย์ (Reactance Relay)
  • 4 : อิมพีแดนซ์รีเลย์ (Impedance Relay)


ข้อที่ 16



  • ตามมาตรฐาน IEC 60617 (IEC Relay Symbols) สัญลักษณ์ของรีเลย์ดังรูป หมายถึงรีเลย์ใด
  • 1 : Negative Sequence Relay
  • 2 : Differential Relay
  • 3 : Definite Time Earth Fault Overcurrent Relay
  • 4 : Directional Overcurrent Relay


ข้อที่ 17



  • รีเลย์ชนิดใดต่อไปนี้ อาศัยหลักการใช้ทั้งปริมาณกระแส และแรงดันเพื่อกระตุ้นให้รีเลย์ทำงาน
  • 1 : รีเลย์ระยะทาง (Distance Relay)
  • 2 : รีเลย์วัดค่ากระแสผลต่าง (Current Differential Relay)
  • 3 : รีเลย์ตรวจจับความถี่ต่ำ (Underfrequency Relay)
  • 4 : รีเลย์กระแสเกินแบบไม่มีทิศทาง (Non-Directional Overcurrent Relay)


ข้อที่ 18



  • รีเลย์ Number 51 ตามมาตรฐาน ANSI Standard หมายถึงรีเลย์ชนิดใด
  • 1 : Ground Protective Relay
  • 2 : AC Time Overcurrent Relay
  • 3 : Reverse-Phase or Phase-Balance Current Relay
  • 4 : Instantaneous Overcurrent Relay


ข้อที่ 19



  • Under Voltage Relay ใช้หลักการตรวจจับการเกิดผิดพร่อง (Faults) ด้วยวิธีใด
  • 1 : การเปรียบเทียบมุมเฟส
  • 2 : การเปรียบเทียบความแตกต่างของกระแส
  • 3 : การเปรียบเทียบขนาดกำลังไฟฟ้า
  • 4 : การตรวจวัดระดับ


ข้อที่ 20



  • รีเลย์ Number 87 ตามมาตรฐาน ANSI Standard หมายถึงรีเลย์ชนิดใด
  • 1 : Instantaneous Overcurrent Relay
  • 2 : Distance Relay
  • 3 : Differential Protective Relay
  • 4 : Reverse-Phase or Phase-Balance Current Relay


ข้อที่ 21



  • อุปกรณ์หลักที่ใช้ในการป้องกันระบบไฟฟ้า มีอะไรบ้าง
  • 1 : Fuse , Circuit Breaker และ Cutout
  • 2 : Fuse , Circuit Breaker และ Delay
  • 3 : Fuse , Circuit Breaker และ Relay
  • 4 : Circuit Breaker , Cutout และ Relay


ข้อที่ 22



  • รีเลย์หมายเลข 50 (Relay Device Number 50) หมายถึง รีเลย์อะไร
  • 1 : Undervoltage Relay
  • 2 : Instantaneous Overcurrent Relay
  • 3 : AC Time Overcurrent Relay
  • 4 : Frequency Relay


ข้อที่ 23



  • การต่อหม้อแปลงกระแส ( CT ) เพื่อตรวจจับ Zero-Sequence นั้น มีประโยชน์อย่างไร
  • 1 : เพื่อใช้ป้องกัน Phase Fault
  • 2 : เพื่อใช้ป้องกัน Earth Fault
  • 3 : เพื่อใช้ป้องกัน Under Voltage
  • 4 : เพื่อใช้ในการป้องกันแบบ Differential


ข้อที่ 24



  • อุปกรณ์ในข้อใดต่อไปนี้ ที่ไม่ใช่อุปกรณ์พื้นฐานในการป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง
  • 1 : ฟิวส์
  • 2 : รีเลย์
  • 3 : เซอร์กิตเบรคเกอร์
  • 4 : แมกเนติกคอนแทคเตอร์


ข้อที่ 25



  • ข้อใดต่อไปนี้ กล่าวถึง Electromagnetic Relays ผิดจากความเป็นจริง
  • 1 : Electromagnetic Induction Relay อาศัยแรงดึงดูดแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อบังคับให้ Relay Contact เปลี่ยนสถานะ
  • 2 : Electromechanical Relay อาศัยแรงดึงดูดหรือแรงบิดทางไฟฟ้ากลมาทำเป็นรีเลย์
  • 3 : Electromagnetic Attraction Relay จะทำงานแบบทันทีทันใด (Instantaneous) โดยไม่มีการหน่วงเวลา
  • 4 : Electromechanical Relay เป็นรีเลย์แบบเก่า ที่ไม่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลทางไฟฟ้าใดๆ ได้



  • นาฬิกาจับเวลา